แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคภัยไข้เจ็บที่ควรรู้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคภัยไข้เจ็บที่ควรรู้ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2552

โรคจิตเภท


โรคจิตเภทเป็นโรคทางจิตเรื้อรังซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ ความคิด[thinking} ความรู้สึก{feeling} และพฤติกรรม[behavior]

สาเหตุ
เป็นโรคทางพันธุกรรมทำให้มีการพัฒนาของระบบประสาทผิดปกติ เมื่อมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมก็เกิดโรคนี้ ได้แก่

การที่เกิดขาดออกซิเจนในระหว่างการคลอด
มารดาเป็นไข้ในตั้งครรภ์ไตรมาสที่2
มารดาเป็นไข้หวัดใหญ่ในขณะตั้งครรภ์


อาการแสดง
อาการแสดงจะแบ่งเป็นสองระยะได้แก่


1. อาการนำก่อนป่วย[prodome] อาการนำก่อนป่วยในผู้ป่วยแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาการชัด บางคนอาการไม่ชัด อาการนำมักจะเกิดขณะวัยเรียน อาการนำอาจจะมีอาการเป็นเดือนก่อนเกิดปรากฏอาการทางจิต


แยกตัวเล่น ไม่ยุ่งกับใคร
แปลกประหลาด ไม่สามารถปฏิบัติตนให้สมบทบาทได้ เช่นบทบาทของการเป็นเพื่อน ลูก
ไม่ดูแลตัวเอง เช่นไม่อาบน้ำหรือหวีผม
บุคลิกเปลี่ยนจนเพื่อนสังเกตเห็น
มีความคิดแปลกๆ
ห่วงใยรูปร่างหน้าตา ชอบดูกระจก กลัวผิดปกติ
มีพฤติกรรมต่อต้านสังคม

2. อาการทางจิต
ผู้ป่วยแต่ละรายจะมีอาการแตกต่างกันได้มาก แม้แต่ผู้ป่วยคนเดียวกัน ต่างเวลาอาการของเขาก็อาจจะแตกต่างกันอาการที่ทำให้ผู้ป่วยพบแพทย์


อาการทางจิต ผู้ป่วยจะมีอาการ
:ประสาทหลอน เช่น หูแว่ว ตาฝาด
:ระแวง กลัวคนทำร้าย คิดว่ามีคนสะกดรอยตามปองร้าย แปลความหมายเหตุการณ์รอบตัวผิดจากความเป็นจริง เช่นเพื่อนลูปหน้าแปลว่าหน้าด้านไม่รู้จักอาย
:อาละวาด ทำลายข้าวของ
:พยายามฆ่าตัวตาย หรือทำร้ายผู้อื่น

ความสามารถในการดำเนินชีวิตเสื่อมลง
:การเรียนเลวลง หรือเรียนไม่ได้
:การงานบกพร่อง ทำงานไม่ได้เท่าที่เคยทำ เกียจคร้าน
:ความสัมพันธ์กับบุคลอื่นไม่ราบรื่น เข้ากับคนอื่นไม่ได้ ระแวง คิดแปลเจตนาของผู้อื่นในทางลบ หงุดหงิด
:ไม่ใส่ใจดูแลตัวเอง ไม่อาบน้ำ ไม่แต่งตัวให้เรียบร้อย ไม่หวีผม ห้องนอนสกปรก


ผู้ป่วยบางรายมาหลังจาก
ดื่มเหล้ามาก ใช้สารเสพติด การป่วยทางกาย


ลักษณะทั่วไป
ผู้ป่วยจะมีกริยาท่าทางประหลาด แต่งตัวไม่เรียบร้อย สกปรก มีกลิ่นเหมือนไม่อาบน้ำแปรงฟัน การเคลื่อนไหว บางคนหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว เคลื่อนไหวน้อย หรือไม่อยู่นิ่ง ลุกลน
พฤติกรรมทางสังคม เก็บตัว แยกตัว หรือวุ่นวายเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่ไม่ควร
การพูดมีหลายแบบ พูดจาได้ความดี พูดไม่รู้เรื่อง พูดน้อย หรือไม่พูดเลย
อารมณ์ บางคนสีหน้าราบเรียบ ไม่แสดงอารมณ์อะไร บางรายสีหน้าไม่สอดคล้องกับเรื่องราวที่พูด และบางรายสีหน้าปกติ


ความคิด Though
ผู้ป่วยบางรายไม่มีความคิดออกมาเลย บางรายมีความคิดหลั่งไหลออกมารวดเร็วและบางคนคิดเหมือนคนปกติ ความคิดมักจะไม่ต่อเนื่อง เปลี่ยนเรื่องก่อนที่เรื่องกำลังกล่าวจะจบ มีอาการหลงผิด เช่นหวาดระแวงว่าคนจะทำร้าย หูแว่ว ตาฝาด และประสาทหลอน และมักจะมีปัญหาเรื่องการสื่อสารทั้งการรับและการส่ง เช่นโกรธอย่างรุนแรงโดยไม่มีเหตุผลหรือเฉยไม่ตอบสนองเมื่อมีคนพูดด้วย


การดำเนินของโรค
ผู้ป่วยจะเริ่มด้วยอาการนำ แล้วตามมาด้วยอาการของโรคอาจจะเกิดแบบเฉียบพลัน หรือค่อยเป็นค่อยไป อาการสงบลงสลับกับกำเริบขึ้นอีกเป็นครั้งคราว ผ่านไปหลายปีอาจจะมีอาการหลงเหลืออยู่เช่นเดียวกับอาการนำ


การวินิจฉัย
การวินิจฉัยโดยอาการเป็นสำคัญ ผู้ป่วยมีลักษณะดังต่อไปนี้
มีพฤติกรรมที่ผิดปกติ
ป่วยเรื้อรัง
ความสามารถในการดำรงชีวิตเสื่อมถอย เช่น ทำงานไม่ได้ พึ่งตนเองไม่ได้
เมื่อป่วยแล้วไม่หายเป็นปกติเหมือนก่อนป่วย


ต้องวินิจฉัยแยกโรคต่อไปนี้
Bipolar disorder โรคนี้เวลาหายจะเหมือนคนปกติ การป่วยบางครั้งเป็น
โรคจิตเพราะพิษสุรา หรือสารเสพติด เช่น ยาบ้า กัญชา ยาลดความอ้วน
โรคทางกาย เช่น SLE โรคลมชัก โรคเนื้องอกในสมอง


การรักษา ทำได้ 3 ทางด้วยกัน
1. รักษาอาการให้หาย
เป็นการใช้ยาในการรักษายาที่ใช้ได้แก่
Haloperidol
Resperidone
Clozapine


2. ป้องกันมิให้กลับเป็นซ้ำ หากกินยาสม่ำเสมอการกำเริบจะน้อย สาเหตุที่กำเริบคือการถูกตำหนิติเตียนเป็นประจำ การป้องกันไม่ให้โรคกำเริบคือ
กินยาอย่างต่อเนื่องตามที่แพทย์สั่ง
อย่าบ่นว่า ตำหนิ วิจารณ์ซ้ำซาก


สิ่งที่สำคัญในการรักษาคือผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะมีแนวโน้มในการฆ่าตัวเองสูง ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวเองสูงมีลักษณะดังต่อไปนี้
ญาติและผู้ป่วยคาดในความสำเร็จสูง
ปรับตัวรับสภาพโรคจิตไม่ได้
ช่วงเวลาที่ต้องระวังในการฆ่าตัวเองคือ ขณะที่รักษาอยู่ในโรงพยาบาล ระยะ 6 เดือนหลังออกจากโรงพยาบาล มีการสูญเสีย เช่นหย่า ตกงาน เปลี่ยนแพทย์ผู้รักษา
อาการดีขึ้นหลังจากป่วยหนักและรู้ว่าตัวเองเป็นโรคจิต


สัญญาณบ่งบอกว่าจะฆ่าตัวตาย
ผู้ป่วยมีความคิดฆ่าตัวเอง
มีความมั่นใจในตัวเองต่ำ
มีแรงกดดันผู้ป่วยมากได้แก่ ขาดที่พึ่ง ตกงาน ญาติโกรธ ถูกไล่ออกจากบ้าน
อาการกำเริบ หูแว่ว หวาดกลัว รู้สึกมีคนปองร้าย
หมอโกรธ


3. ฟื้นฟูจิตใจและฝึกอาชีพ เนื่องจากผู้ป่วยพลาดการเล่าเรียน และการเรียนรู้ชีวิต การต่อสู้กับปัญหาและอุปสรรค ทางครอบครัวและผู้รักษาต้องประคับประคองให้เขาเรียนรู้วิธีแก้ปัญหา และการฝึกอาชีพ

โรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าเป็นการป่วยทั้งร่างกาย จิตใจและความคิด ซึ่งผลของโรคกระทบต่อชีวิตประจำวันเช่นการรับประทานอาหาร การหลับนอน ความรับรู้ตัวเอง ผู้ป่วยไม่สามารถประสานความคิด ความรู้สึกของตัวเพื่อแก้ปัญหา หากไม่รักษาอาการอาจจะอยู่เป็นเดือน

โรคซึมเศร้ามีกี่ชนิด

Major depression ผู้ป่วยจะมีอาการ(ดังอาการข้างล่าง)ซึ่งจะรบกวนการทำงาน การรับประทานอาหาร การนอน การเรียน การทำงาน และอารมสุนทรีย์ อาการดังกล่าวจะเกิดเป็นครั้งๆแล้วหายไปแต่สามารถเกิดได้บ่อยๆ
dysthymia เป็นภาวะที่รุนแรงและเป็นเรื้อรังซึ่งจะทำให้คนสูญเสียความสามารถในการทำงานและความรู้สึกที่ดี
bipolar disorder หรือที่เรียกว่า manic-depressive illness ผู้ป่วยจะมีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ซึ่งบางคนอาจจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่วนมากจะค่อยเป็นค่อยไป เวลาซึมเศร้าจะมีอาการมากบ้างน้อยบ้าง แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นช่วงอารมณ์ mania ผู้ป่วยจะพูดมาก กระฉับกระเฉงมากเกินกว่าเหตุ มีพลังงานเหลือเฟือ ในช่วง mania จะมีผลกระทบต่อความคิด การตัดสินใจและพฤติกรรมผู้ป่วยอาจจะหลงผิด หากไม่รักษาภาวะนี้อาจจะกลายเป็นโรคจิต


อาการของโรคซึมเศร้า
ผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้าอาจจะไม่จำเป็นต้องมีอาการทุกอย่างบางคนก็มีบางอย่างเท่านั้น


อาการซึมเศร้า depression
1. การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ได้แก่
รู้สึกซึมเศร้า กังวล อยู่ตลอดเวลา
หงุดหงิดฉุนเฉียว โกรธง่าย
อยู่ไม่สุข กระวนกระวาย


2. การเปลี่ยนแปลงทางความคิด
รู้สึกสิ้นหวัง มองโลกในแง่ร้าย
รู้สึกผิด รู้สึกตัวเองไร้ค่า ไม่มีทางเยียวยา
มีความคิดจะทำร้ายตัวเอง คิดถึงความตาย พยายามทำร้ายตัวเอง

3. การเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้หรือการทำงาน
ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม ความสนุก งานอดิเรก หรือกิจกรรมที่เพิ่มความสนุกรวมทั้งกิจกรรมทางเพศ
รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีพลังงาน การทำงานช้าลง การงานแย่ลง
ไม่มีสมาธิ ความจำเสื่อม การตัดสินใจแย่ลง

4. การเปลี่ยนปลงทางพฤติกรรม
นอนไม่หลับ ตื่นเร็ว หรือบางรายหลับมากเกินไป
บางคนเบื่ออาหารทำให้น้ำหนักลด บางคนรับประทานอาหารมากทำให้น้ำหนักเพิ่ม
มีอาการทางกายรักษาด้วยยาธรรมดาไม่หายเช่น อาการปวดศีรษะ แน่นท้อง ปวดเรื้อรัง
ความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นแย่ลง


อาการ Mania

มีอาการร่าเริงเกินเหตุ
หงุดหงิดง่าย
นอนน้อยลง
หลงผิดคิดว่าตัวเองเก่ง ตัวเองใหญ่
พูดมาก
มีความคิดชอบแข่งขัน
ความต้องการทางเพศเพิ่ม
มีพลังงานมาก
ตัดสินใจไม่ดี
มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป


สาเหตุของโรคซึมเศร้า
1. พันธุ์กรรม พบว่าโรคซึมเศร้าชนิด bipolar disorder มักจะเป็นในครอบครัวและต้องมีสิ่งที่กระตุ้น เช่นความเครียด
2. มีการเปลี่ยนแปลงการทำงานของสมองหรือสารเคมีในสมองการเปลี่ยนแปลงของสมดุลของสารเคมี ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทในสมอง มีผลต่ออารมณ์ซึมเศร้าของคน (โดยเฉพาะสารสีโรโทนิน นอร์เอปิเนพริม และโดปามีน)
3. ผู้ที่มองโลกในแง่ร้าย ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง
4. โรคทางกายก็สามารถทำให้เกิดโรคซึมเศร้า เช่นโรคหัวใจ อัมพาต ทำให้ผู้ป่วยมาสนใจดูแลตัวเองโรคจะหายช้า
5. มีการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในเลือด เช่นวัยทอง หรือหลังคลอดก็สามารถทำให้เกิดอาการซึมเศร้า
6. ความเครียดที่เกิดจากสาเหตุต่างเช่น การสูญเสีย การเงิน การงาน ปัญหาในครอบครัวก็สามารถเป็นเหตุให้เกิดโรงซึมเศร้า
7. ผู้ที่เก็บกดไม่สามารถแสดงอารมณ์ออมา เช่นดีใจ เสียใจหรืออารมณ์โกรธ
8. ผู้ที่ด้อยทักษะต้องพึ่งพาผู้อื่น


โรคซึมเศร้าในผู้หญิง
ผู้หญิงจะเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่าผู้ชาย 2 เท่าเชื่อว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเช่น การมีประจำเดือน การตั้งครรภ์ การแท้ง ภาวะหลังคลอด วัยทอง เป็นต้น นอกจากนั้นยังอาจจะเกิดจากความเครียดที่ต้องรับผิดชอบทั้งในบ้านและงานนอกบ้าน การรักษาให้ญาติเข้าใจภาวะของผู้ป่วยและให้กำลังใจแก่ผู้ป่วย


โรคซึมเศร้าในผู้ชาย
แม้ว่าโรคซึมเศร้าในผู้ชายจะพบน้อยกว่าผู้หญิงแต่อัตราการฆ่าตัวตายจะสูงกว่าผู้หญิง โรคซึมเศร้าในผู้ชายจะเกิดโรคทางกายพบว่าอัตราการเกิดโรคหัวใจจะสูงมาก ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้ามักจะใช้ยาเสพติดและสุราเป็นตัวแก้ไข บางคนก็มุ่งทำงานหนัก ผู้ป่วยจะไม่มีความรู้สึกสิ้นหวังหรือท้อแท้แต่จะหงุดหงิดง่าย โกรธง่าย ดังนั้นจึงเป็นการยากที่จะวินิจฉัยโรคนี้ แม้ว่าจะรู้ว่าเป็นโรคซึมเศร้าผู้ป่วยก็มักจะปฏิเสธการรักษา

โรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุ
คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าโรคซึมเศร้าเป็นภาวะปกติของผู้สูงอายุ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมาด้วยอาการทางกาย นอกจากนั้นอาการต่างๆอาจจะเกิดจากผลข้างเคียงของยาที่ใช้รักษาโรค หากสามารถวิเคราะห์ว่าเป็นโรคซึมเศร้าจริงและให้การรักษาจะทำให้ผู้สูงอายุมีความสุข


โรคซึมเศร้าในเด็ก
เด็กๆก็เป็นโรคซึมเศร้าเหมือนกับผู้ใหญ่โดยจะมีอาการ แกล้งป่าย ไม่ไปโรงเรียน ติดพ่อแม่ กังวลว่าพ่อแม่จะเสียชีวิต ส่วนเด็กโตจะนิ่งไม่พูด มีปัญหาที่โรงเรียน มองโลกในแง่ร้าย แต่เนื่องจากพฤติกรรมของเด็กมีความผันผวนดังนั้นการวินิจฉัยจึงยาก หากพ่อแม่หรือคุณครูพบว่าพฤติกรรมของเด็กเปลี่ยนไป กุมารแพทย์จะปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาการรักษา


การวินิจฉัย
แพทย์ทั่วไปจะตรวจร่างกายเพื่อจะหาสาเหตุทางกาย เช่นโรคติดเชื้อไวรัส หรือยาที่ผู้ป่วยรับประทาน ประวัติการดื่มสุรา ยาเสพติด ความคิดที่จะฆ่าตัวตาย หากสงสัยว่าจะเป็นโรคซึมเศร้าจิตแพทย์ก็จะประเมินสภาวะจิตใจของผู้ป่วย


การรักษา
1. การช้อคไฟฟ้า Electroconvulsive therapy (ECT) เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นรุนแรง หรือผู้ที่ไม่สามารถรับประทานยา๖นโทมนัส หรือใช้ยาแล้วไม่ได้ผล
2. การใช้ยาต้านโทมนัส ยาที่ใช้รักษามีด้วยกันหลายกลุ่มได้แก่
selective serotonin reuptake inhibitors (SSRIs)
tricyclics
monoamine oxidase inhibitors (MAOIs) ผู้ที่รับประทานยากลุ่มนี้จะต้องระวังอาหารที่มีส่วนผสมของ tyramine ซึ่งจะทำให้ความดันโลหิตขึ้นสูง อาหารดังกล่าวได้แก่ cheeses, wines, pickles, ยาลดน้ำมูก


แพทย์อาจจะเลือกใช้ยาตัวใดตัวหนึ่งหรือใช้ยาหลายชนิดรวมกัน โดยมากจะเริ่มเห็นผลใน 2-3 สัปดาห์และให้รับประทานต่อไปประมาณ 1 เดือนยาจะออกฤทธิ์เต็มที่เมื่อรับยาไปแล้ว 8 สัปดาห์ ช่วงแรกของการรับประทานยาอาจจะเกิดผลข้างเคียงของยาก่อนจะเห็นผลดีให้รับประทานต่อ เมื่ออาการดีขึ้นอย่าเพิ่งหยุดยาจนกระทั่งไปทำงานได้โดยจะต้องรับประทาน 4-9 เดือน โดยแพทย์จะค่อยๆหยุดยาเพื่อให้ร่างกายปรับตัว

ผลข้างเคียงของยา
ผลข้างเคียงพบได้ไม่รุนแรงหายเองได้ แต่หากเกิดผลข้างเคียงที่รบกวนคุณภาพชีวิตให้ปรึกษาแพทย์ ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยคือ
ปากแห้ง แก้โดยการเคี้ยวหมากฝรั่งหรือดื่มน้ำมากๆ
ท้องผูก แก้โดยการรับประทานผลไม้ให้มาก
ปัสสาวะไม่พุ่งหรือปัสสาวะลำบาก
ตามัว
เวียนศีรษะ
ง่วงนอน


ผลข้างเคียงของยากลุ่มใหม่
ปวดศีรษะ อาการนี้จะหายไปเอง
คลื่นไส้อาเจียนซึ่งเป็นชั่วคราว
นอนไม่หลับและหงุดหงิด
ปัญหาทางเพศสัมพันธ์
กระวนกระวาย


การดูแลตัวเอง
ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้ามักจะท้อถอย สิ้นหวัง ไม่มีค่า ทำให้ผู้ป่วยยอมแพ้ โปรดจำไว้ว่าความรู้สึกและความจริงไม่เหมือนกัน
1. ให้ดำเนินชีวิตตามตารางงาน
2. รับประทานยาตามแพทย์สั่ง
3. ให้ค่อยๆเพิ่มรับผิดชอบงานที่ได้รับ
4. ตั้งเป้าหมายให้สามารถทำได้ อย่าให้เกินความสามารถของตัวเอง
5. อย่าทำงานใหญ่เกินตัว แบ่งงานเป็นโครงการเล็กๆ ให้จัดลำดับความสำคัญก่อนหลังของงาน
6. ให้มีสังคมกับผู้อื่นเพราะการอยู่คนเดียวจะทำให้อาการเป็นมากขึ้น
7. ให้มีกิจกรรมที่ชอบเช่น การเล่นกีฬา ดูหนัง ฟังเพลง อารมณ์จะค่อยๆดีขึ้นอย่างช้าๆหลังการรักษา
8. หากจะต้องมีการตัดสินใจสำคัญ เช่น การแต่งงาน การเปลี่ยนงาน ให้เลื่อนไปก่อนจนกระทั่งอาการซึมเศร้าดีขึ้น
9. นอนพักอย่างเพียงพอ รับประทานอาหารที่มีคุณภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
10. ก่อนรับประทานยาใหญ่ให้ปรึกษากับแพทย์ถึงผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้น


ลองตรวจสอบตัวท่านหรือคนใกล้เคียงว่ามีใครเป็นโรคซึมเศร้าบ้าง ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ท่าน
รู้สึกกลุ้มใจ ซึมเศร้า ทุกๆ วัน หรือทั้งวัน หรือไม่


รู้สึกเบื่อทุกๆ สิ่งหรือไม่
เบื่ออาหารหรือไม่
มีปัญหาในการนอนหลับหรือไม่
รู้สึกกระวนกระวาย (หรือซึมๆ เนือยๆ) หรือไม่
รู้สึกเพลีย เหนื่อยง่าย หรือไม่
รู้สึกผิด ไร้ค่า ไร้ความสามารถ หรือไม่
รู้สึกใจลอย ไม่มีสมาธิ หรือไม่
รู้สึกเบื่อชีวิต คิดอยากฆ่าตัวตาย หรือไม่

ถ้าท่านมีอารมณ์เศร้า เบื่อทุกๆ อย่าง นานกว่า 2 สัปดาห์ และมีอาการต่อไปนี้อีกอย่างน้อย 4 ข้อ ท่านอาจเป็นโรคซึมเศร้า

เบื่ออาหาร ผอมลง
นอนไม่หลับ
กระวนกระวาย หรือซึมๆ เนือยๆ
อ่อนเพลียง่าย
รู้สึกผิด ไร้ค่า
ขาดสมาธิ
คิดอยากตาย

โรคซึมเศร้าเป็นการเจ็บป่วยของจิตใจ ผู้ป่วยร้อยละ 70-80 รักษาได้ด้วยยาแก้ซึมเศร้า หากท่านหรือญาติพี่น้องหรือเพื่อนร่วมงานของท่านมีอาการซึมเศร้า โปรดติดต่อแพทย์ของท่านหรือผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช


วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2552

โรควูบ ( Fainting) และหมดสติ ( Syncope) ภัยใกล้ตัวเรา


โรควูบ คือ อาการลมเกือบหมดสติ หรือบางรายหมดสติไป ( Syncope) เป็น ภาวะที่พบได้บ่อย สาเหตุของการเป็นลมเกือบหมดสติหรือหมดสติ มี ได้หลายสาเหต ุมากมาย หนึ่งในสาเหตุเหล่านั้น อาจเกิดจากความผิดปกติทางหัวใจได้ ผู้ป่วยที่มีประสบการณ์กับตนเอง รวมถึงคนใกล้ชิดผู้ป่วยจะเกิดความวิตกกังวล สูญเสียความมั่นใจ เนื่องจากไม่แน่ใจว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดจะเป็นลมหมดสติอีกเมื่อไหร่ ถ้าเกิดขณะ ขับรถ ข้ามถนน หรือขณะเล่นกีฬา จะทำอย่างไร จะฟื้นหรือไม่ จะดูแลในเบื้องต้นอย่าง ไร เรามาทำความรู้จักอาการวูบ หรือหมดสติกันดีกว่าการเป็นลมหมดสติ เกิดขึ้นเมื่อสมองขาดเลือดไปเลี้ยงในระดับรุนแรง ทำให้ศูนย์ควบคุมความรู้สึกตัวเสียการทำงาน ไป

สาเหตุที่สำคัญ คือ
1. ภาวะตกใจหรือเสียใจรุนแรง
2. ไอหรือจามแรงมากเกินไป
3. ขณะยืนถ่ายปัสสาวะ หรือหลังถ่ายปัสสาวะ หลังจากที่กลั้นมานาน
4. ออกกำลังกายมากเกินไป
5. หลังอาหารมื้อหนัก
6. เส้นประสาทสมองที่ 5,9 อักเสบ
7. เป็นโรคสมองเสื่อมหรือสมองฝ่อ
8. โรคพาร์คินสันบางราย ที่มีระบบประสาทอัตโนมัติผิดปกติร่วมอยู่ด้วย
9. โรคเบาหวาน ในรายที่เส้นประสาทโดนทำลายจากเบาหวาน
10. จากยาบางชนิดเช่น รับประทานยาลดความดันมากเกินไป
11. ดื่มสุรามากเกินไป
12. จุดกำเนิดไฟฟ้าของหัวใจเสื่อมสภาพ
13. เสียเลือดมาก หรือเสียน้ำออกจากร่ายกายมากเกินไป เช่น ท้องร่วงรุนแรง อาเจียนรุนแรง
14. มีการกระตุ้นในระบบทางเดินอาหาร เช่น ล้วงคอ อาเจียน เบ่งถ่ายอุจจาระ ปวดท้องรุนแรง
15. ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง
16. ระบบทางเดินไฟฟ้าในหัวใจเสื่อมสภาพหรือผิดปกติ
17. สาเหตุจากการเสียสมดุลของระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมหัวใจและหลอดเลือด
18. ภาวะเสียเลือดจากหัวใจอุดตัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง
19. โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ
20. เนื้องอกในห้องหัวใจ
21. ลิ้นหัวใจตีบรุนแรง
22. ภาวะที่มีน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจมากและมีการกดการทำงานของหัวใจ
23. ภาวะเสียเลือดใหญ่ที่ออกจากหัวใจแตก หรือมีการฉีกขาดรุนแรง
24. มีลิ่มเลือดใหญ่ไปอุดตันเส้นเลือดในปอด
25. ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหรือสูงมากเกินไป

ควรปฏิบัติตัวอย่างไร เมื่อกำลังจะเป็นลมหมดสติ
บาง คนก่อนจะเป็นลมหมดสติ จะมีอาการเตือนนำมาก่อน เช่น คลื่นไส้ อาเจียน มวนท้อง อยากถ่าย เหงื่อแตก ตัวเย็น ถ้าเป็นจากโรคหัวใจ อาจมีใจสั่นนำมาก่อน หรืออาจไม่มีอาการเตือนเลยก็ได้ ขณะหมดสติอาจมีอาการเกร็ง กระตุกได้ ให้รีบล้มตัวลงนอนทันที เพื่อให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น และลดการเกิดการบาดเจ็บ ถ้าขับรถอยู่ ควรจอดทันที แล้วปรับที่นั่งให้อยู่ในท่านอนราบถ้าอยู่ในรถโดยสารควรหาที่นั่ง/นอนในรถ แจ้งคนรอบข้างว่ากำลังจะเป็นลม ไม่ควรรีบลงจากรถ เพราะอาจหมดสติตรงทางลงทำให้เกิดอันตรายได้

เครียดลงกระเพาะ โรคฮิตของคนออฟฟิต


สาเหตุสำคัญที่ทำให้คนในยุคนี้ ป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหาร (โดยเฉพาะคนทำงานออฟฟิสซึ่งมักจะทำงานแข่งกับเวลา และทานอาหารไม่เป็นเวลา) กันมากขึ้น เกิดจากความเครียดที่สะสมในแต่ละวันนั่นเอง

เครียดที่ใจ ทำไมเป็แผลที่กระเพาะ

แพทย์หญิงเพ็ญแข แดงสุวรรณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคกระเพาะอาหาร กล่าวว่าความเครียดเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อาการโรคกระเพาะอาหารกำเริบ เพราะในขณะที่เราเครียด ระบบประสาทอัตโนมัติ จะไปกระตุ้นต่อมหมวกไตให้หลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีนออกมา ในปริมาณมากกว่าปกติ ส่งผลให้ร่างกายมีการตื่นตัวตลอดเวลา และก็เป็นความเครียดอีกเช่นกัน ที่กระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งน้ำย่อยออกมามากกว่าปกติ จนเกิดอาการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร และลำไส้มีอาการหดตัวมากกว่าปกติ ซึ่งจะสร้างความเจ็บปวด รวมถึงทำให้ทรมานให้กับผู้ป่วยเป็นอย่างมาก

สังเกตความเครียด ก่อโรค

ในขณะที่เราเครียด ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เช่น ปอดขยายตัวเพิ่มขึ้นสร้างออกซิเจนเข้าสู่กล้ามเนื้อและหัวใจ เราจึงหายใจเร็วขึ้น และรูจมูกขยาย เพื่อให้ช่องทางเดินหายใจกว้างขึ้น ต่อมเหงื่อทำงานหนักขึ้นเพื่อบรรเทาความร้อนในกล้ามเนื้อ ทำให้เส้นเลือดฝอยในชั้นใต้ผิวหนังหดตัว เกิดอาการขนลุก ต่อมไทรอยด์จะหลั่งฮอร์โมนเร่งปฏิกิริยาการเผาผลาญอาหารออกมามากขึ้น เพื่อเพิ่มพลังงาน การกระตุ้นอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ อาจนำไปสู่ปัญหาการนอนไม่หลับและอยากอาหารเพิ่มขึ้น

ความเครียดยังทำให้หัวใจเต้นแรงผิดปกติ หายใจถี่ขึ้น กล้ามเนื้อมีอาการเกร็ง ปากแห้ง และยิ่งไปกว่านั้น ความเครียดยังทำให้การทำงานของกระเพาะอาหาร และลำไส้หยุดชะงักลง เพื่อถนอมพลังงานสงผลให้ กรดในกระเพาะอาหารเพิ่มสูงขึ้น ทำให้เกิดอาหารปั่นป่วนในช่องท้อง และรู้สึกคลื่นไส้อาเจียน

นอกจากพฤติกรรมทางกายที่กล่าวมาแล้ว จิตใจก็มีส่วนสำคัญมากต่อการเกิดโรคกระเพาะอาหารผู้ที่สะสมความเครียดมานานเป็นเดือนเป็นปีจะยิ่งมีความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น ซึ่งเราสามารถสังเกตตัวเองได้ว่าเราเข้าข่ายเครียดจนใกล้จะเป็นโรคกระเพาะอาหารหรือยัง

หากรู้สึกเบื่ออาหาร กินไม่ได้ มีอาการมึนงง หงุดหงิด รำคาญใจอยู่บ่อยๆ อยากอยู่คนเดียว นอนไม่หลับ ท้องผูก ให้รู้ไว้เลยว่า คุณกำลังมีอาการเครียด ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่า มีโอกาสป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหารในเร็ววัน

อาการแบบไหนใช่โรคกระเพาะ

1. รู้สึกปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ มักปวดเวลาท้องว่าง และอาการปวดเหล่านี้จะลดลงหรือหายไป เมื่อเรารับประทานอาหาร
2. มีอาการปวดหลัง หลังจากรับประทานอาหารไปแล้ว 2-3 ชั่วโมง จะมีอาการปวดหลังช่วงเวลาดังกล่าว เป็นเวลาที่กระเพาะอาหารของเราเริ่มย่อยอาหาร
3. รู้สึกแน่นท้อง ท้องเฟ้อ เรอเหม็นเปรี้ยว อาจเกิดจากการรีบกินอาหาร การกลืนอาหารเร็วเกินไป รวมไปถึงการดื่มน้ำมากขณะกินอาหาร ซึ่งส่งผลให้กระบวนการย่อยอาหารในกระเพาะแปรปรวน
4. รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน เสียดหน้าอก มักจะเกิดจากอาหารที่รับประทานเข้าไปไม่ย่อย

หากมีอาการปวดท้องรุนแรง ชนิดที่ว่าหายใจแรงก็ปวด ถ่ายท้อง อาเจียนหรืออุจาระออกมาเป็นเลือด และมีสีดำตลอดเวลา ให้รู้ไว้เลยว่า อาการอยู่ในขั้นอันตราย ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาเป็นการด่วน หากช้าเกินไป อาจเกิดอาการกระเพาะอาหารทะลุ หรือเลือดออกทางเดินอาหารได้

หลากวิธี หนีโรคกระเพาะอาหาร
1. กินอาหารให้ตรงเวลา และให้ครบ 3 มื้อ เป็นข้อปฏิบัติอย่างแรกที่ควรทำ เพราะจะช่วยให้กระเพาะอาหารเคยชินกับการย่อย และปล่อยน้ำย่อยออกมาในปริมาณที่พอดีทุกวัน
2. สำหรับผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอยู่แล้ว ในระยะแรกให้ฝึกการกินอาหารให้ตรงเวลา อาจรู้สึกปวดท้องมาก ควรเริ่มจากการกินอาหารย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ทีละน้อยๆก่อน ทั้งนี้ควรงดอาหารที่มีรสจัด เช่น เปรี้ยวจัด เค็มจัด หวานจัด ของดอง และอาหารทอดทุกประเภท
3. เลิกสูบบุหรี่ และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหมด รวมทั้ง ชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง และน้ำอัดลม เพราะสิ่งเหล่านี้ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กระเพาะอาหารอักเสบ และอาจทำให้โรคกระเพาะอาหารที่เป็นอยู่กำเริบหนักขึ้น
4. หยุดยาแอสไพริน ยาแก้ปวด และยาแก้อักเสบที่มีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์ เพราะยาจำพวกนี้จะมีฤทธิ์ไปกระตุ้นให้กระเพาะอาหารเกิดการอักเสบมากขึ้น ในกรณีที่จำเป็นต้องใช้ยาบางชนิด เช่น ยารักษาข้ออักเสบ ควรสอบถามเพื่อความมั่นใจจากแพทย์ก่อน
5. หากิจกรรมคลายเครียด สามารถทำได้หลายวิธี เป็นต้นว่า การออกกำลังกาย เช่น วิ่งเหยาะๆ เดินเร็ว ขี่จักรยาน รำมวย รำกระบอง เต้นแอโรบิก หรือทำสมาธิ อ่านหนังสือ เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ หากปฏิบัติเป็นประจำจะช่วยลดความเครียด และในระยะยาวยังสามารถรักษาโรคกระเพาะอาหารให้หายขาดได้

สังเกตสัญญาณร้ายส่อโรคไต

โรคไต คือโรคไม่ติดต่อชนิดหนึ่งซึ่งเกิดจากการรับประทานอาหารรสเค็มและอาหารที่มีไขมันสูงติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยเฉพาะคนที่ชอบกินขนมขบเคี้ยว (อุดมไปด้วยเกลือ) และอาหารจังค์ฟู้ด (เต็มไปด้วยไขมันเลว) จะมีโอกาสเสี่ยงต่อโรคไตเพิ่มขึ้น ซึ่งบางคนกว่าจะรู้ตัวก็สายเสียแล้ว เพื่อเป็นการย้ำเตือนให้เห็นถึงอันตรายของโรคที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค (แต่เกิดจากพฤติกรรมการกิน) ชนิดนี้ โรคภัยใกล้ตัวมีข้อมูลในการสังเกตสัญญาณอันตรายของโรคไตมาฝาก

สังเกตอย่างไร ไตผิดปกติ
โดยทั่วไปร่างกายจะแสดงอาการผิดปกติออกมาก็ต่อเมื่อไตทำงานหนักมากแล้ว ซึ่งกว่าจะรู้ตัวและหาทางรักษาอาจสายเกินไป และอาการต่อไปนี้คือสัญญาณอันตรายที่เป็นข้อบ่งชี้ว่าคุณอาจเป็นโรคไต

อาการปัสสาวะผิดปกติ เนื่องจากกระเพาะปัสสาวะและไตทำงานสัมพันธ์กัน เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้นที่ไต กระเพาะปัสสาวะจึงผิดปกติไปด้วย ซึ่งคุณหมอได้แนะวิธีสังเกตอาการผิดปกติของปัสสาวะไว้ดังนี้

ปัสสาวะขัด สำหรับผู้ที่มีอาการ ปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะขัด เจ็บ ต้องออกแรงเบ่ง ปัสสาวะไม่พุ่ง หรือปัสสาวะสะดุดกลางคัน เหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่า อาจเกิดการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ หรือเป็นนิ่วในไต ซึ่งมักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ โดยทั่วไป หากไม่ได้ดื่มน้ำก่อนเข้านอน เมื่อนอนหลับไปแล้ว 6 - 8 ชั่วโมง เรามักจะไม่ต้องตื่นขึ้นมาปัสสาวะกลางดึก ทั้งนี้เพราะกระเพาะปัสสาวะจะสามารถเก็บน้ำได้ถึง 250 ซี.ซี. แต่ในคนที่เป็นโรคไต ไตจะไม่สามารถหยุดการขับน้ำในกระเพาะปัสสาวะ ทำให้มีน้ำออกมามากและปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ จึงมักจะตื่นขึ้นมาปัสสาวะตอนกลางดึก

ปัสสาวะเป็นฟองมาก ปกติเวลาที่เราปัสสาวะจะมีโปรตีนไหลปนออกมาด้วย ซึ่งโปรตีนนี่เอง ที่ทำให้เกิดฟองสีขาวๆ หากใครปัสสาวะแล้วมีฟองสีขาวเหมือนฟองสบู่ออกมามากกว่าที่เคยเป็น นั่นอาจเป็นข้อบ่งชี้ว่า ไตของเราทำงานผิดปกติ เนื่องจากเส้นเลือดฝอยในไตเกิดการอักเสบ ซึ่งหากเกิดร่วมกับการปัสสาวะเป็นเลือด ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นโรคไต ควรไปพบแพทย์โดยด่วน

ปัสสาวะเป็นเลือด ปกติน้ำปัสสาวะของเราจะมีสีเหลืองใส หรืออาจจะมีสีเข้มขึ้นได้นิดหน่อยหากดื่มน้ำน้อย หรือจางลงได้เมื่อดื่มน้ำมาก แต่ถ้าหากปัสสาวะมีสีแดงคล้ายเลือดหรือสีน้ำล้างเนื้อ สีชาแก่ หรือสีเหลืองเข้ม นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่ามีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ โดยอาจจะเกิดจากการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ มีนิ่วในไต เป็นไตอักเสบ หรือมีเนื้องอกในทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น

อาการบวม
ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตส่วนใหญ่ มักจะมีอาการบวมตามที่ต่างๆของร่างกาย เช่น อาการบวมรอบดวงตา และที่บริเวณหน้า ซึ่งอาจสังเกตได้เวลาตื่นนอน หรืออาการบวมที่เท้า สังเกตได้ในตอนช่วงบ่ายของทุกวัน หรือเมื่อทำกิจกรรมที่ต้องยืนเป็นเวลานานจะรู้สึกว่ารองเท้าที่สวมอยู่ดูคับขึ้น ทั้งนี้ หากใช้นิ้วกดไปตรงบริเวณที่บวมแล้วมีรอยบุ๋มลงไป ให้สันนิษฐานไว้เลยว่าเป็นโรคไต ควรไปพบแพทย์โดยด่วน

อาการปวด
พบบ่อยในผู้ป่วยที่เป็นโรคไต ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ปวดเอว ปวดกระดูกและข้อ โดยจะมีลักษณะการปวดคือ รู้สึกปวดที่บั้นเอว หรือบริเวณชายโครงด้านหลัง และมักปวดร้าวไปถึงท้องน้อย ขาอ่อน หัวเหน่า และที่อวัยวะเพศ การปวดในบริเวณดังกล่าว อาจเกิดจากมีการอุดตันที่ท่อไต กรวยไตอักเสบ หรือในท่อไตมีถุงน้ำโป่งพอง

ความดันโลหิตสูง
เป็นอาการสำคัญอย่างหนึ่งที่บอกให้รู้ว่าคุณมีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตเรื้อรัง โดยเฉพาะคนที่ป่วยเป็นความดันโลหิตสูงมานาน และไม่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในภาวะที่สมดุลจะยิ่งมีภาวะเสี่ยงมากกว่าปกติ โดยอาจจะเป็นโรคไตเรื้อรัง และโรคหลอดเลือดแดงในไตตีบได้

เมื่อสงสัยว่าเป็นโรคไต ทำยังไงดี
โรคชนิดนี้เกิดจากพฤติกรรมการกินเป็นสำคัญ ดังนั้น หากไม่อยากเป็นโรคไต ควรหันมาใส่ใจในเรื่องอาหารการกิน โดยพยายามงดอาหารที่มีรสเค็มจัดและอาหารที่มีไขมันสูงอย่างเด็ดขาด สำหรับผู้ที่สงสัยว่าตัวเองเป็นโรคไต หากมีอาการผิดปกติในข้อใดข้อหนึ่งข้างต้น ไม่ควรนิ่งนอนใจให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะโรคไตบางชนิด เช่น นิ่วในไต กรวยไตอักเสบ รักษาได้ หากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ปวดศีรษะบอกอะไร? เราบ้าง

สาเหตุของการปวดศีรษะมีได้หลายประการ

1. มีความผิดปกติในเนื้อสมอง เช่น เนื้องอกในสมอง เส้นเลือดในสมองโป่งพอง
2. มีความผิดปกตินอกเนื้อสมอง เช่น โพรงจมูกอักเสบ, หูอักเสบ, สายตาผิดปกติ
3. มีความตึงเครียดทางอารมณ์

ส่วนการรักษานั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุของการปวด อาการปวดศีรษะที่พบบ่อยและควรทราบเพื่อการปฏิบัติที่ถูกต้องคือ
1. ปวดศีรษะไมเกรน (Headaches, Migrain) มีลักษณะเฉพาะคือปวดศีรษะข้างเดียวอย่าง รุนแรง มักจะเริ่มปวดรอบ ๆ ลูกตาก่อน (ส่วนน้อยปวดทั้งสองข้างพร้อมกัน) ลักษณะการปวดจะปวดตุบ ๆ แปลบ ๆ เป็นระยะ ๆ ก่อนเกิดอาการปวดจะมีอาการนำมาก่อนประมาณ 10 - 30 นาที เช่น คลื่นไส้ อาเจียน งุนงง วิงเวียน เห็นภาพซ้อน ตาไวต่อแสง พูดลำบาก (บางครั้งการอาเจียนทำให้อาการปวดศีรษะดีขึ้น)

สาเหตุการปวดศีรษะแบบไมเกรนยังไม่ทราบแน่นอน มีผู้ศึกษาพบว่าเกิดจากการอักเสบหรือการระคายเคืองของเส้นเลือดที่บริเวณหนังศีรษะ ทำให้มีการหดตัวและขยายตัวของเส้นเลือดบริเวณดังกล่าว จึงเกิดอาการปวดศีรษะขึ้นและพบว่า 70 % ของผู้ที่ปวดศีรษะไมเกรนเป็นหญิง ซึ่งมีความสัมพันธ์กับระดับฮอร์โมนและการมีประจำเดือน

ปัจจัยอื่น ๆ กรรมพันธุ์มีความสำคัญมาก การมีประวัติปวดศีรษะในครอบครัว อาหารที่มีสารปรุงแต่งของผงชูรส สารกันบูด อาหารรมควัน ตับไก่ พืชตระกูลส้ม มะนาว ชอคโกแลต เนยแข็ง ไวน์แดง กลิ่นคาว ๆ แสงจ้า ๆ และเสียงดัง เป็นต้น

2. ปวดศีรษะจากอารมณ์และความเครียด (Headeches, tension) อาจเกิดจากการใช้ความคิด มีปัญหาซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตนเอง เช่น ปัญหาครอบครัว เศรษฐกิจ เพื่อนร่วมงาน ปัญหาทางเพศ การทำงาน การสอน
ลักษณะการปวด จะปวดตื้อ ๆ เหมือนมีผ้ามาบีบรัด หรือมีผ้ามาโพกรอบศีรษะ ขมับท้ายทอย รอบ ๆ กระบอกตา อาจจะปวดตรงด้านหน้าลงมาตามกล้ามเนื้อท้ายทอย อาการปวดมักจะเป็นตอนบ่าย หลังจากทำงานมาเป็นเวลานาน ๆ ผู้ที่ปวดศีรษะประเภทนี้มักจะเป็นผู้ที่มีความมุ่งหวังในความสำเร็จสูง ขี้อาย กลัว เป็นต้น


3. การปวดศีรษะรุนแรงแบบเกาะกลุ่ม (Headeches, cluster) เป็นอาการปวดที่รุนแรงจะปวดข้างเดียวหลังลูกตา อาการปวดจะปวดนานเป็นวัน เป็นอาทิตย์หรือเป็นเดือนหรือนานกว่านี้ หรืออาจเกิดอาการปวด 10 ครั้ง ใน 1 วันก็ได้ มักเกิดในเพศชายมากกว่าเพศหญิงพบได้ในช่วงอายุ 20 - 30 ปี อาการปวดบางครั้งอาจเกิดขึ้นกลางดึกได้ แพทย์บางท่านเชื่อว่าการปวดศีรษะชนิดนี้อาจมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดความดันเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ แผลในกระเพาะอาหาร เบาหวาน

4. ปวดศีรษะจากความดันเลือดสูง ลักษณะการปวดจะปวดแบบมึน ๆ ตื้อ ๆ ตลอดเวลา จะเป็นมากเวลาตื่นนอนกลางวัน อาการปวดจะทุเลาลงหรือปวดขณะไอ จาม เบ่งอุจจาระ เพราะจะทำให้ความดันในกระโหลกศีรษะสูงขึ้นชั่วคราว ถ้าปวดรุนแรงอาจมีอาเจียนร่วมด้วย อาจมีตามัวก่อนวัย ตำแหน่งที่ปวดคือบริเวณท้ายทอย

5. ปวดศีรษะเนื่องจากสายตาผิดปกติ ลักษณะการปวดจะปวดมากเวลาใช้สายตามองไกลหรือมองใกล้ไม่ชัด ปวดข้างเดียวตื้อ ๆ รุนแรง ตาแดง ตาพร่ามัว ตำแหน่งที่ปวดคือ บริเวณกระบอกตา หน้าผาก และขมับ เกิดจากการใช้สายตามากเกินไป เช่น อ่านหนังสือนาน ๆ สายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง ต้อหิน

วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2552

การแพ้ยา

การแพ้ยา หมายถึงเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้มักจะเกิดอาการหลังรับประทานยา ทันทีหรือไม่เกิน 2 ชั่วโมงอาการที่สำคัญได้แก่
ผื่นคัน
คัดจมูก
หายใจไม่ออก หายใจเสี่ยงดังหวีด
บวมแขนขา


การที่จะทราบแน่ชัดต้องทำการทดสอบภูมิแพ้ หลังจากที่ทราบชื่อยาที่แพ้แล้วก็จดชื่อยาที่แพ้ไว้กับตัว หรืออาจจะทำป้ายติดไว้กับตัว การรักษาที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงจากยาชนิดนั้นโดยเด็ดขาด ก่อนที่แพทย์จะจ่ายยาต้องบอกแพทย์ทุกครั้งว่าแพ้ยาอะไร ก่อนรับยาจากเภสัชกรต้องถามชื่อยาและบอกว่าแพ้ยาอะไรแก่เภสัชกรเนื่องจากยาชนิดเดียวกันอาจจะมีหลายชื่อ ผลเสียที่เกิดจากยาอาจจะเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น

Overdose or toxicity ได้รับยาเกินขนาด เช่นการได้ราปฏิชีวนะรักษาโรคติดเชื้อหากได้ติดต่อกันนานๆอาจจะมีผื่นเกิดขึ้น

Secondary effects ผลข้างเคียงจากฤทธิ์ของยา เช่นเร่รับประทาน aspirin เพื่อแก้ปวดแต่เกิดเลือดออกง่าย เลือดออกง่ายเป็นผลจากยา aspirin

Side effects คือผลข้างเคียงของยา เช่นกินยาลดน้ำมูกจะมีอาการปากแห้งใจสั่น นอนไม่หลับ กินยาแก้หอบหืดจะมีอาการมือสั่นใจสั่น กินยาแก้ปวดจะมีอาการปวดท้อง ท่านสามารถอ่านผลข้างเคียงได้จากสลากยาที่กำกับ อาการข้างเคียงไม่จำเป็นต้องเกิดกับทุกคนที่กินยา อาจจะเกิดกับบางคนเท่านั้น

Drug interactions ท่านหากรับประทานยามากกว่าหนึ่งชนิดท่านต้องทราบว่ายาสองชนิดมีปฏิกิริยาส่งเสริมหรือหักล้างกันหรือไม่ทั้งในแง่ของการรักษาและผลข้างเคียงของยา เช่นรับประทานยาชนิดหนึ่งและเมื่อได้ยาอีกชนิดหนึ่งซึ่งอาจจะส่งผลให้ยานั้นออกฤทธิ์หรือผลข้างเคียงมากขึ้นและอาจจะเป็นอันตรายแก่ผู้ใช้ยา

Idiosyncratic reactions เป็นปฏิกิริยาที่เกิดโดยคาดการณ์ไม่ได้ว่าจะเกิดอาการภูมิแพ้หรือไม่
โปรดจำไว้ว่าหากท่านจะรับประทานยาหรือสมุนไพรท่านต้องคำนึงถึงการแพ้ยาทั้งที่เกิดจากปฏิกิริยาภูมิแพ้และจากอย่างอื่น นอกจากนั้นท่านที่รับประทานยามากกว่า สองชนิดต้องระวังว่าอาจจะเกิดผลเสียแก่ตัวท่าน


การเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้
เมื่อร่างกายได้รับสารชนิดหนึ่งเข้าสู่ร่างกาย ทางผิวหนัง ทางรับประทาน ทางลมหายใจ หรือจากการฉีดยา หากร่างกายรับสารนั้นได้ก็ไม่เกิดผลเสียต่อร่างกาย แต่หากสารนั้นเป็นสารที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ก็จะทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย อาจจะรุ่นแรงมากจนทำให้เกิดเสียชีวิตกระทันหันเรียกว่ายังไม่ได้ถอนเข็มก็เกิดอาการแล้ว หรือบางกรณีอาจจะเกิดปฏิกิริยาภูมิมาในภายหลังโดยที่ตัวคนไข้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไปรับสารใดมาบ้าง ความรุนแรงและความรวดเร็วของการเกิดภูมแพ้ขึ้นชนิดของภูมิแพ้ซึ่งแบ่งออกเป็น

IgE - Mediated Reaction
เมื่อร่างกายได้รับสารภูมิแพ้ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันชนิด IgE ขึ้นเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม
IgE จะจับกับโปรตีนของสารภูมแพ้และเกาะกับผิวของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า Mast cell
หลังจากนั้นจะเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ตามมาทำให้เกิดการหลังของสารเคมอีกหลายชนิด histamine heparin Protease Eosinophil chemotactic factor Neutrophil chemotactic factor ,Leucotriene ,prostaglandin
สารต่างๆเหล่านี้จะทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมแพ้เฉียบพลันที่เรียกว่า
Anaphylaxis ซึ่งมีอาการดังต่อไปนี้
ลมพิษ
ความดันโลหิตต่ำ
คัน
Angioedema


ตัวอย่างสารที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ชนิดนี้
ยาโดยเฉพาะกลุ่ม pennicillin
การให้เลือด
วัคซีน
ฮอร์โมน

Cytotoxic/Cytolytic Reaction
ร่างกายจะสร้างภูมิชนิด IgG,iGm ,Complement มาจับกับโปรตีนของสารก่อภูมิแพ้ทำให้มีการทำลายของเซลล์โดยเฉพาะเซลล์ของเม็ดเลือดทำให้เกิด การแตกของเม็ดเลือดแดง( Immune hemolytic anemia) เกล็ดเลือดต่ำ(Thromobocytopenia) เม็ดเลือดขาวต่ำ (Granulocytopenia) ตัวอย่างยาที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาชนิดนี้
pennicillin
quinidine
sulfonamide
methyldopa

Immune Complex Reaction
ภูมิของร่างกายจะรวมกับโปรตีนของสารภูมิแพ้เกิดสารที่เรียกว่า immune complex ซึ่งจะไหลเวียนไปในกระแสเลือด เมื่อimmune complex นี้ไปเกาะที่เส้นเลือดก็จะก่อให้เกิดปฏิกิริยาดังนี้
เกร็ดเลือดจะมาเกาะรวมกลุ่ม plattlet aggregation
มีการกระตุ้นเซลล์ Mast cell activation
มีการกระตุ้น ทำให้เกิด การรั่วของผนังหลอดเลือด{permiability} การหลั่งสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ(ทำให้เกิดปวด บวม แดง ร้อน)

อาการของภูมิแพ้ชนิดนี้ได้แก่
ไข้
ผื่นที่ผิวหนัง
ต่อมน้ำเหลืองโต
ปวดข้อ
ไตอักเสบ
ตับอักเสบ


ยาที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ชนิดนี้ได้แก่
hydralazine ยาลดความดันโลหิต
procanamide
isoniazid ยารักษาวัณโรค
phenyltoin ยากันชัก


T-cell Mediated Reaction
ปฏิกิริยาภูมิแพ้เกิดจากเซลลT-cell์ lymphocyte ถูกกระตุ้นเมื่อได้รับสารภูมิแพ้ อาการที่สำคัญของการเกิดภูมิแพ้ชนิดนี้คือพวกผื่นแพ้ที่เกิดจากการสัมผัส

แพ้ยาทำให้เกิดไข้
ท่านที่เป็นโรคติดเชื้อและซื้อยารับประทาน หลังจากรับประทานไประยะหนึ่งไข้ไม่ลง ซึ่งอาจจะเกิดจากแพยาก็ได้ ยาที่เกิดอาจจะเป็นไข้ต่ำๆตลอด หรือไข้สูงเป็นช่วงๆยาที่มักจะทำให้เกิดไข้คือยากลุ่มปฏิชีวนะ เมื่อหยุดยา 24-48 ชั่วโมงไข้ก็จะลงเอง

ยาที่ทำให้เกิดผลภูมิแพ้ที่ตับ
ปฏิกิริยาภูมิแพ้อาจจะทำให้เกิดการอักเสบของตับ โดยตับจะโตและเจ็บเมื่อเจาะเลือดตรวจจะพบว่ามีค่า SGOT,SGPT สูงและอาจจะมีดีซ่าน ยาที่ทำให้เกิดตับอักเสบที่พบบ่อยได้แก่
phenotiazine
sulfonamide
halathane
phenyltoin
Isoniazid


ยาที่ทำให้เกิดโรคปอด
ผู้ป่วยที่ใช้ยาเป็นประจำเช่นยา nitrofurantoin sulfasalaxine นานๆอาจะทำให้เกิดโรคที่ปอด ทำให้เกิด ไข้ ไอ และมีผื่น เมื่อเจาะเลือดพบว่า eosinphil ในเลือดสูง การรักาาให้หยุดยานั้นเสีย

การแพ้ยา penicillin
ยากลุ่ม penicillin เป็นยาที่แพ้ได้บ่อยที่สุด การเกิดภูมิแพ้ได้หลายแบบ IgE,Immune Complex,Cytotoxic เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับแพ้ยาpenicillin อาการแพ้มีได้หลายแบบ
ลมพิษ
คัน
ผื่นได้หลายๆแบบ
แพ้แบบรุนแรงได้แก่ หนังตา ปากบวมที่เรียกว่า angioedema กล่องเสียงบวม(laryngeal edema) หลอดลมเกร็ง()ความดันโลหิตต่ำ
บางรายผื่นเป็นมากทำให้เกิดลอกทั้งตัวที่เรียกว่า steven johnson syndrome
ในทางห้องทดลองพบว่าผู้ที่แพ้penicillin สามารถแพ้ยากลุ่ม cephalosporin ดังนั้นหากสามารกเลือกยากลุ่มอื่นได้น่าจะเป็นการปลอดภัย

การแพ้ยา cephalosporin ก็ไม่จำเป็นต้องแพ้ penicillin

penicillin เมื่อให้ในโรคต่อไปนี้จะทำให้เกิดผื่นได้ง่าย
ติดเชื้อไวรัสโดยเฉพาะ infectiuos mononucleosis
,มะเร็งเม็ดเลือดขาว
กรดยูริกในเลือดสูง
ให้ยาpenicillin ร่วมกับ allopurinol

แพ้ยา sulfonamide
ยา sulfonamide เป็นยาผสมในยาหลายชนิดได้แก่ ยาปฏิชีวนะ(bactrim) ยาแก้ปวด() ยาขับปัสสาวะ

ยาลดน้ำตาลในเลือด

การแพ้ aspirin
อาการของผู้ที่แพ้ aspirin มีได้หลายรูปแบบ
ผื่นลมพิษ
angioedema หน้าหนังจาปากบวม
น้ำมูกไหล
หลอดลมเกร็งทำให้แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก หากเป็นมากอาจจะมีตัวเขียว ริมฝีปากเขียว
ความดันโลหิตต่ำ
ผู้ที่เป็นโรคหอบหืด หรือไซนัสอักเสบจะแพ้ได้ถึงร้อยละ30-40

การรักษาอาการแพ้ยา

สำหรับผู้ทีอาการแพ้เฉียบพลัน
ให้หยุดยานั้นทันที
หากมีอาการแพ้รุนแรงแบบ
anaphylaxis ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายถึงกับชีวิต ต้องไดรับยา epinephrine
สำหรับผู้ที่มีผื่นลมพิษหรือ angioedema ให้ยาแก้แพ้รับประทาน
ให้ยา steroid ชนิดรับประทาน

สำหรับผู้ที่แพ้ไม่เฉียพลัน
ให้หยุดยาที่สงสัย หลังหยุดยาผื่นอาจจะยังเกิดขึ้นต่อไปได้อีก
หากผื่นเป็นน้อยให้ยาแก้แพ้ชนิดเดียวก็น่าจะพอ
สำหรับผู้ที่มีผื่นมากและมีท่าจะเป็นมากขึ้นก็สามารถให้กิน steroid ชนิดกินระยะสั่นๆ
สำหรับผู้ที่มีการอักเสบของไต serum sickness ปวดข้อ อาจจะต้องให้ยา steroid และยาแก้แพ้รับประทาน


โรคไส้ติ่งอักเสบ


สาเหตุ
เกิดจากการที่มีการอุดตันของไส้ติ่ง โดยอาจจะอุดตันจาก เศษอุจจาระ พยาธิ ทำให้เกิดการเพิ่มความดันภายใจไส้ติ่ง ซึ่งต่อมาจะทำให้ไส้ติ่งบวม มีการเจริญเติบโตของแบคทีเรียอย่างรวดเร็ว และถ้าเป็นมากขึ้นก็อาจทำให้ไส้ติ่งแตก

อาการ
1.จะเริ่มด้วยอาการปวดท้อง โดยเริ่มปวดบริเวณรอบๆสะดือก่อน ( บางคนเริ่มปวดบริเวณท้องน้อยด้านขวาเลย ) ต่อมาจึงย้ายมาปวดบริเวณท้องน้อยด้านขวา
2.อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือ ถ่ายท้องร่วมด้วย
3.ถ้าปล่อยไว้ไม่ได้รับการรักษา อาการปวดท้องจะมากขึ้นโดยปวดทั่วท้องน้อย ( ซึ่งแสดงว่าไส้ติ่งแตกแล้ว )

การรักษา
-หากว่ามีอาการดังกล่าวหรือสงสัยว่าจะเป็นควรรีบส่งโรงพยาบาลเพื่อปรึกษาแพทย์ ซึ่งในระหว่างนี้ควรงดน้ำงดอาหารก่อน
-การรักษาในปัจจุบันที่ดีที่สุดคือการผ่าตัดเอาไส้ติ่งออก
-การกินยาแก้ปวดหรือฉีดยาแก้ปวด อาจทำให้อาการปวดลดลงได้ แต่จะเป็นผลเสียกับคนไข้ เพราะจะทำให้ตรวจพบได้ช้า และกว่าจะปวดมากอีกที ไส้ติ่งอาจจะแตกแล้วก็ได้

ข้อแนะนำ
1.ถ้ามีอาการปวดท้องร่วมกับกดเจ็บบริเวณท้องน้อยด้านขวา ต้องนึกถึงไส้ติ่งอักเสบไว้ก่อนเสมอ
2.อาจจะมีบางโรคที่มีอาการคล้ายกับไส้ติ่งอักเสบได้ เช่น ท้องนอกมดลูก นิ่วในท่อไต ลำไส้อักเสบ

โรคท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย

ความหมายและความสำคัญ
ความหมาย คือ รู้สึกอึดอัด ไม่สบายในท้องภายหลังการรับประทานอาหาร บางคนเรียกว่า "โรคกระเพาะอาหาร" ความสำคัญ คือ คนมีอาการเช่นนี้กันมาก ต้องแยกให้ออกว่า กรณีใดอาจเป็นโรคที่มีอันตราย กรณีใดไม่เป็น

สาเหตุและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
ยา อาหาร โรค อื่นๆ รายละเอียดของแต่ละรายการจะกล่าวไว้ในหัวข้อเรื่อง
การรักษาและป้องกัน

อาการของโรค
อาการหลักคือ ความรู้สึกอึดอัด ไม่สบายในท้องภายหลังการรับประทานอาหาร ในทางการแพทย์ อาการอึดอัด หรือแสบท้อง ร้อนในท้อง นับเป็น "อาการปวดท้อง" แบบหนึ่ง เพียงแต่อาการไม่รุนแรงนัก คนจึงไม่เรียกว่า เจ็บหรือปวด

อาการอื่นที่เกิดร่วมด้วย ได้แก่ เรอบ่อย ผายลมบ่อย ท้องใหญ่ขึ้น ลักษณะเด่นของผู้เป็นโรคนี้ได้แก่ ไม่มีอาการทางกายอื่นๆ กล่าวคือ รับประทานอาหารได้ตามปกติ น้ำหนักไม่ลด ส่วนมากมักอ้วนไป นอกจากจะรู้สึกอึดอัดในท้องแล้ว บางคนแม้รู้สึกว่าท้องใหญ่ขึ้นแต่ก็ยุบได้ คนที่มีอาการเรอบ่อย เมื่อเรอแล้วจะสบายขึ้นชั่วคราว คนที่มีอาการผายลมบ่อยเมื่อผายลมแล้วท้องก็ยุบ ส่วนมากเมื่อตื่นนอนเช้ายังสบายดี หลังอาหารเข้าหรือเมื่อเริ่มทำงาน จึงเริ่มอืดอัดในท้อง เป็นอยู่นานหลายชั่วโมง แต่ถ้าทำงานเพลิน หรือยุ่งอยู่กับงานอาจลืมไปว่ามีอาการ
กรณีที่เป็นห่วงว่าจะมีโรคร้าย หรือมีอาการต่อไปนี้ร่วมด้วย ได้แก่ เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน น้ำหนักลด ถ่ายอุจจาระผิดไปจากเดิม เหนื่อย เพลีย ซีด มีไข้ เป็นต้น ควรหาแพทย์เพื่อหาโรคที่อาจเป็นสาเหตุ เนื่องจากบางคนอาจมีโรคอื่น เช่น คนที่ท้องอืดและเหนื่อยหลังอาหารอาจเกิดจากโรคหัวใจขาดเลือด เป็นต้น

การรักษาและป้องกัน
กรณีที่มีอาการมาไม่นาน หรือหลายๆเดือนมีอาการครั้ง รับประทานอาหารได้ดีหรือเหมือนเดิม และไม่มีอาการอื่นร่วมด้วย ให้สำรวจหาสาเหตุง่ายๆต่อไปนี้ การใช้ยา ยาที่ใช้รักษาโรคบางอย่าง เช่น โรคปวดหลังปวดข้อ อาจทำให้เกิดอาหารท้องอืดได้ (ถ้าอาการมากจึงปวดท้อง ดูเรื่องกระเพาะอาหารอักเสบ) เมื่อเลิกใช้ยาอาการจะหายไปภายในหนึ่งหรือสองวัน ยาปฏิชีวนะบางชนิดก็มีผลทำนองเดียวกัน ไม่ใช่การแพ้ยา แต่เป็นผลข้างเคียง เมื่อรับประทานยาครบแล้ว อาการก็จะหายไปภายในหนึ่งถึงสองวัน บางคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ อาจมีโรคประจำตัวพร้อมกันหลายโรค เช่น โรคหัวใจ ความดันเลือดสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ต้องรับประทานยาหลังอาหารหลายเม็ด ทำให้ต้องดื่มน้ำมากหลังอาหาร หากเลื่อนเวลารับประทานยาหลังอาหารออกไป เป็นเวลาหลังอิ่มอาหารแล้วอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง อาการท้องอืดอาจดีขึ้น โปรดทราบว่าหลังอาหารจะมีอาหารอยู่ในกระเพาะไม่น้อยกว่า 2-3 ชั่วโมง จึงไม่ต้องเป็นห่วงว่ากระเพาะจะว่าง บางคนมีอาการท้องผูกแบบหลายวันถ่ายครั้ง พยายามรักษาอาการท้องผูกด้วยการดื่มน้ำมากๆ และรับประทานผักและผลไม้มากๆ นอกจากไม่ทำให้ท้องผูกดีขึ้นแล้ว ยังอาจเกิดอาการท้องอืดจากการรับประทานมากเกินไปได้ด้วย ถ้าเรื่องนี้เป็นสาเหตุเมื่อเลิกพฤติกรรมนี้ได้ อาการก็จะหายไปภายใน 2-3 วัน การรับประทานอาหารมื้อใหญ่เกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารที่มีไขมันสูง รีบร้อนในการรับประทานอาหาร หรือรับประทานอาหารเลยเวลาที่เคยทำให้หิวมากหรือหายหิวแล้ว จะทำให้เกิดอาการท้องอืดหลังอาหาร หากแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ อาการก็จะหายไป หรือดีขึ้นมากน้อยแล้วแต่จะแก้ไขได้เพียงใด หากสำรวจและแก้ไขตามที่กล่าวข้างต้นแล้ว อาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่อาจมีอยู่ แต่เมื่อแพทย์ตรวจแล้วไม่พบว่ามีโรค ก็ควรจะยุติ และหาทางแก้ไขดังต่อไปดังนี้

วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2552

โรคอ้วน สาเหตุของปัญหาสุขภาพ

โรคอ้วน คือการที่ร่างกายมีน้ำหนักมากกว่าปกติ เกิดจากการเก็บสะสมพลังงานส่วนเกินในรูปของไขมันเนื่องจากการกินอาหารมากเกินกว่าพลังงานที่ต้องใช้ จึงทำให้เป็นโรคอ้วนและมีปัญหาสุขภาพตามมาเนื่องจากมีไขมันในร่างกายมากเกินไป

ความอ้วนคือบันไดไปสู่โรคร้ายนานาชนิด ปัญหาสุขภาพหลายปัญหาที่เกิดมาจากโรคอ้วน ความอ้วนทำให้ระบบเมตาโบลิก(ระบบเผาผลาญ)และระบบฮอร์โมนในร่างกายทำงานเรรวน เกิดภาวะดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน(สาเหตุของโรคเบาหวาน) โรคมะเร็งบางชนิด โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคกระดูกและข้อเสื่อม โรคหยุดหายใจขณะหลับ ฯลฯ นอกจากนี้ความอ้วนยังมีความสัมพันธ์กับโรคอื่นๆที่แม้จะไม่ร้ายแรงถึงกับทำให้เสียชีวิตแต่ก็ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาและคุณภาพชีวิตที่ลดลง

สาเหตุของโรคอ้วน แบ่งออกเป็น 2 ปัจจัยคือ
1. ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น กรรมพันธุ์ เพศ อายุ อัตราการเผาผลาญพลังงาน สภาพร่างกาย ฯลฯ ถ้าพ่อแม่อ้วนทั้งสองคน โอกาสที่ลูกจะอ้วนมีถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ผู้หญิงมีโอกาสอ้วนได้ง่ายกว่าผู้ชายเพราะนิสัยการกินจุบกินจิบและใช้พลังงานน้อยกว่า เมื่ออายุมากขึ้นการเคลื่อนไหวที่จะใช้พลังงานก็มีน้อยลง ทำให้ระบบเผาผลาญทำงานได้น้อยและไขมันจะถูกสะสมได้ง่ายขึ้น

2. ปัจจัยที่ควบคุมได้ เช่น กิจวัตรประจำวันที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจากโรคอ้วนคือ การมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายและการทำงานนั่งโต๊ะเป็นประจำทำให้มีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง พลังงานก็ใช้น้อยลงแต่ปริมาณการกินอาหารไม่ได้ลดลงด้วยจึงทำให้เกิดโรคอ้วนได้ พฤติกรรมการกินอาหารและความเคยชินกับอาหารสำเร็จรูปเช่น ฟาสต์ฟู้ดที่มีแป้งและไขมันสูง ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วนสูงขึ้น เรื่องอารมณ์และความเครียดก็เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน บางคนเสียใจก็กินอาหาร เครียดก็กินอาหารและยิ่งกินมากกว่าปกติด้วยซ้ำ จึงทำให้ร่างกายมีพลังงานเกินกว่าที่จำเป็นต้องใช้ จึงเก็บสะสมในรูปของไขมันตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายโดยเฉพาะในส่วนของพุงหรือหน้าท้อง การนอนพักผ่อนไม่พอทำให้ฮอร์โมนในร่างกายแปรปรวนจนทำให้ร่างกายหิวและกินอาหารเพิ่มขึ้นได้

เมื่อร่างกายมีไขมันที่สะสมอยู่เป็นจำนวนมากเกินไปทำให้เป็นโรคอ้วนและจะตามมาด้วยโรคอื่น ๆ อีกมากมายทั้งที่อันตรายน้อยและอันตรายถึงชีวิต ทั้งหมดนี้ล้วนก่อให้เกิดปัญหากับสุขภาพทั้งสิ้น เราจึงควรหันมาหาทางแก้ไขปัญหาโรคอ้วนด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร ควบคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนักและหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันไม่ให้โรคอ้วนย่างกรายเข้ามาใกล้ทำให้เกิดปัญหากับสุขภาพของคุณ.

โรคหัวใจ ภัยเงียบที่อันตรายต่อสุขภาพแต่ป้องกันได้

ในแต่ละปีโรคหัวใจได้คร่าชีวิตผู้คนไปเป็นจำนวนมาก อาจเป็นเพราะความเข้าที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องโรคหัวใจและการใช้ชีวิตประจำวันอย่างประมาทไม่ระมัดระวังที่จะดูแลรักษาสุขภาพตนเอง จึงทำให้โรคหัวใจกลายเป็นปัญหาสุขภาพทั้ง ๆ ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ถ้าเรามีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเรื่องโรคหัวใจและคอยดูแลรักษาสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

สาเหตุของโรคหัวใจที่แท้จริงคือ เกิดจากหลอดเลือดตีบตัน ร่างกายดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งโรคหัวใจเริ่มเกิดได้ทุกช่วงของชีวิต เริ่มจากการที่เราละเลยไม่ใส่ใจที่จะดูแลสุขภาพตนเอง นั่นคือจุดเริ่มของโรคหัวใจ ซึ่งช่วงเริ่มแรกอาการของโรคหัวใจจะสังเกตได้ยาก ผู้ที่เริ่มเป็นโรคหัวใจในช่วงแรก ๆ อาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นอาการของไข้หวัด การปวดกล้ามเนื้อ เป็นลมธรรมดา นั่นคือสิ่งที่เป็นอันตรายอย่างมากเพราะกว่าจะรู้ตัวว่าเป็นโรคหัวใจก็มักจะถึงขั้นที่โรคหัวใจแสดงอาการออกมาอย่างเด่นชัด ซึ่งตอนนั้นอาจจะสายเกินที่จะแก้ไขแล้วก็ได้

การตรวจวัดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ ตัววัดพื้นฐานคือ ระดับคลอเรสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ส่วนตัววัดที่ดีกว่านั้นคือ ระดับโฮโมซิสเตอีนในเลือด ซึ่งสามารถบอกความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจได้แม้จะมีระดับคลอเรสเตอรอลต่ำก็ตาม ควรงดอาหาร 8-12 ชั่วโมงก่อนตรวจความเสี่ยงโรคหัวใจ เพื่อดูระดับไขมันทุกตัวคือ คลอเรสเตอรอลรวม ไตรกลีเซอไรด์ เอชดีแอล(HDL คลอเรสเตอรอลที่ดี) แอลดีแอล(LDL คลอเรสเตอรอลที่ไม่ดี) และอัตราส่วนของคลอเรสเตอรอลรวมต่อเอชดีแอล การติดตามตรวจระดับไขมันในเลือดทุกปีหรือบ่อยกว่านั้นจะเป็นสิ่งที่คอยเตือนว่า คุณมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจมากน้อยขนาดไหน

โรคหัวใจ ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทันใด แต่จะเริ่มเป็นอย่างช้า ๆ ค่อยเป็นค่อยไป ถ้าเราไม่ระมัดระวังดูแลสุขภาพ ไขมันจะเริ่มสะสมในหลอดเลือดแดงและจะค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้นจนในที่สุดก็จะแสดงอาการออกมา แต่ถ้าเรามีการดูแลตัวเองโดยระมัดระวังเรื่องอาหารการกิน หมั่นออกกำลังกายและตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ ก็น่าจะลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจไปได้มาก แต่ที่สำคัญคืออย่าประมาทเป็นอันขาดเพราะโรคหัวใจนั้นขอแค่กำเริบขึ้นมาครั้งเดียวเท่านั้นก็อันตรายเกินพอแล้ว.

โรคหูดหงอนไก่ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคหูดหงอนไก่ เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ จะมีลักษณะเป็นติ่งเนื้อที่บริเวณอวัยวะเพศหลาย ๆ ติ่งมีสีแดง ถ้าอยู่รวมกันมาก ๆ จะมีลักษณะคล้ายหงอนไก่ บริเวณที่มักจะเกิดหูดหงอนไก่คือ บริเวณคอคอดของอวัยวะเพศชาย ส่วนในเพศหญิงอาจพบได้มากบริเวณแคมช่องคลอดและบริเวณปากมดลูก

สาเหตุของโรคหูดหงอนไก่ เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง เป็นการติดเชื้อที่ชั้นหนังกำพร้า แต่จะไม่มีอาการอะไรแสดงออกมา ยกเว้นถ้าติ่งเนื้อมีการฉีกขาด มีเลือดออกและติดเชื้อแบคทีเรีย ก็อาจจะเกิดการอักเสบเป็นหนองได้ ลักษณะของโรคหูดหงอนไก่ จะมีตุ่มหลาย ๆ ตุ่มคล้ายหงอนไก่ สีแดงสด เกิดบริเวณอวัยวะเพศและบริเวณข้างเคียงเช่นทวารหนัก ถ้าติ่งเนื้อถูกกระทบกระเทือนแรงๆ อาจมีเลือดออกทำให้เกิดการติดเชื้อและอักเสบได้

ลักษณะหูดหงอนไก่ อาจมีลักษณะเป็นตุ่มสีชมพูงอกบานออกมาคล้ายดอกกะหล่ำ มักเกิดบริเวณด้านในของหนังหุ้มปลายองคชาติ ถ้าเป็นชายรักร่วมเพศ หูดหงอนไก่มักจะเกิดบริเวณรอบทวารหนัก ส่วนผู้หญิงพบได้มากที่ปากมดลูกหรือปากช่องคลอด มีลักษณะเป็นหูดแบนราบ หูดหงอนไก่ที่เกิดตรงตำแหน่งนี้มักจะเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปากมดลูก ระยะเวลาการฟักตัวของเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคหูดหงอนไก่จะใช้เวลาประมาณ 1-6 เดือน

โรคหูดหงอนไก่ชนิดกลุ่ม จะขึ้นเป็นตุ่มเล็ก ๆ มักเกิดขึ้นพร้อมกันหลาย ๆ ตุ่มและอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ส่วนหูดก้อนใหญ่จะเป็นหูดที่โตเร็วมาก อาจเรียกได้ว่าเป็นหูดยักษ์ เพราะมีขนาดใหญ่โตจนสามารถปกคลุมอวัยวะเพศได้ สาเหตุที่ทำให้หูดหงอนไก่ชนิดนี้โตเร็วคือ การได้รับเชื้อเพิ่มจากการตกขาว การติดเชื้อ ความสกปรก ฯลฯ

การป้องกันและรักษาโรคหูดหงอนไก่ ทำได้โดยถ้าจะมีเพศสัมพันธ์ ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ส่วนการรักษาโรคหูดหงอนไก่จะเริ่มจากการใช้ยาทาที่บริเวณที่เป็นโรคหูดหงอนไก่ หรือจี้ออก อาจจี้ด้วยไฟฟ้า หรือจี้เย็นด้วยสารเคมี หรือจี้ด้วยเลเซอร์ หรือแม้กระทั่งการตัดหูดหงอนไก่ทิ้งไปเลย.

การดูแลรักษาไต ดูแลถูกวิธียืดเวลาไปได้อีกนาน

การดูแลรักษาไต นอกจากจะใช้วิธีโภชนาการบำบัดแล้ว(ควบคุมอาหาร) สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปเพื่อดูแลรักษาไตให้ยืดอายุการใช้งานออกไปอีกคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันให้สอดคล้องกับสภาพร่างกายและสุขภาพของไต

ไม่ควรทำงานหนักและหักโหมมากเกินไป แม้แต่คนที่มีสุขภาพแข็งแรงดี หากทำงานหักโหมหามรุ่งหามค่ำ ร่างกายก็ทรุดโทรมได้ นับประสาอะไรกับผู้ป่วยโรคไตที่ยิ่งต้องระมัดระวังเรื่องการทำงาน อย่าทำงานหักโหมจนเกินไป จัดตารางงานให้สอดคล้องกับการทำงานของไต โดยปกติไตจะทำงานได้ดีในช่วงเช้าถึงเที่ยง พอบ่ายประสิทธิภาพการทำงานของไตจะค่อย ๆ ลดลง ดังนั้นควรจัดตารางการทำงานให้สอดคล้องกับการทำงานของไตคือ งานหนักให้จัดไว้ในช่วงเช้าและพยายามทำให้เสร็จก่อนเที่ยง ช่วงบ่ายให้จัดไว้สำหรับงานง่าย ๆ เบา ๆ ที่ไม่เคร่งเครียด

ห้ามนอนดึกและให้รู้จักแบ่งเวลาพักผ่อนระหว่างวันให้เหมาะสม ผู้ป่วยโรคไตควรนอนอย่างน้อยวันละ 7 ชั่วโมง ช่วงพักเที่ยงให้เอนหลังหรืองีบแม้จะเป็นช่วงสั้น ๆ ก็ยังดี ถ้าเลือกได้ให้นั่งมากกว่ายืน หรือจะยิ่งดีหากได้เอนหลังมากกว่าการนั่ง เพราะถ้าคุณพักผ่อน ไตก็จะได้พักผ่อนไปด้วย การโดยสารรถประจำทางก็ให้ออกแต่เช้าเพื่อจะได้นั่งแทนการยืนเพราะการยืนนาน ๆ ไม่เป็นผลดีกับคนที่ป่วยเป็นโรคไตอย่างแน่นอน ให้พักผ่อนมาก ๆ ควรเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ ยิ่งนอนมาก ไตก็จะได้พักมาก เป็นผลดีต่อไตโดยตรง

ออกกำลังกายให้พอเหมาะกับสภาพอาการและชนิดของโรคไตที่คุณเป็น เพื่อกำหนดปริมาณและความยากในการออกกำลังกาย ควรขอคำแนะนำในการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยโรคไตจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ป้องกันตนเองไม่ให้ระบบทางเดินหายใจติดเชื้อ เชื้อโรคและแบคทีเรียต่าง ๆ จะเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายจากระบบทางเดินหายใจ ทำให้ต่อมทอนซิลและหลอดลมอักเสบได้ คนที่ป่วยเป็นโรคไตอยู่แล้วหากมีการติดเชื้อจากระบบทางเดินหายใจ อาการจะกำเริบและทรุดลงได้ง่าย การป้องกันการติดเชื้อรวมถึงการรักษาความสะอาดโดยทั่วไปของร่างกายด้วย

สิ่งสำคัญในการดูแลรักษาไตคือ ถ้าจะทำอะไรไม่ว่าจะเป็นการทำงาน พักผ่อน ออกกำลังกาย กินอาหาร ฯลฯ ต้องทำให้เหมาะสมกับสภาพอาการและชนิดของโรคไตที่เป็นอยู่ อายุการใช้งานของไตจะลดลงเรื่อย ๆ ซึ่งสวนทางกับอายุจริงของตัวผู้ป่วย เปอร์เซนต์การทำงานของไตยิ่งลดลงมากเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องการการดูแลรักษาไตมากขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อยืดอายุการใช้งานของไตให้อยู่กับเราให้นานที่สุด.

เมตาโบลิกซินโดรม(โรคอ้วนลงพุง) ต้นเหตุของโรคร้ายทำลายสุขภาพ


เมตาโบลิกซินโดรมหรือซินโดรมเอ็กซ์(Syndrome X) หรือโรคอ้วนลงพุง เป็นอาการของความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับกระบวนการเผาผลาญอาหารภายในร่างกายนั่นเอง เป็นต้นเหตุของปัญหาสุขภาพต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ มะเร็ง โรคความจำเสื่อม ฯลฯ

เกณฑ์การตัดสินว่าคุณเป็นโรคอ้วนลงพุงหรือไม่คือ เส้นรอบเอวเกินมาตรฐาน(ผู้ชายมากกว่า 90 เซนติเมตร ผู้หญิงมากกว่า 80 เซนติเมตร) ความดันโลหิตมีค่ามากกว่า 130/85 มิลลิเมตรปรอท มีไขมันดี(HDL คอลเรสเตอรอล) น้อยกว่า 40 มิลลิกรัม/เดซิลิตรในผู้ชาย และ น้อยกว่า 50 มิลลิกรัม/เดซิลิตรในผู้หญิง มีไขมันไตรกลีเซอไรด์ตั้งแต่ 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป ระดับน้ำตาลในเลือดเริ่มสูงขึ้นคือ ตั้งแต่ 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป

เมตาโบลิกซินโดรม อาจเรียกอีกอย่างว่า อาการดื้อต่ออินซูลิน ฮอร์โมนอินซูลินคือตัวที่นำน้ำตาลในเลือดที่ได้จากการย่อยอาหารเข้าสู่เซลล์เพื่อเปลี่ยนให้เป็นพลังงาน ถ้าร่างกายดื้อต่ออินซูลินจะทำให้น้ำตาลในเลือดไม่สามารถเข้าสู่เซลล์ต่าง ๆ ของร่างกายได้ ระดับน้ำตาลในเลือดจึงสะสมและสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นโรคเบาหวาน นอกจากนี้การดื้อต่ออินซูลินยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและเส้นเลือดในสมองตีบอีกด้วย แม้ว่าคน ๆ นั้นจะไม่เคยเป็นเบาหวานมาก่อนก็ตาม

การป้องกันและรักษาเมตาโบลิกซินโดรมหรือโรคอ้วนลงพุง ทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกาย การออกกำลังกายจะช่วยป้องกันการเพิ่มของน้ำหนักตัวและช่วยให้ร่างกายใช้ฮอร์โมนอินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นควรออกกำลังกายให้ได้วันละ 30 นาที โดยการเดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือเต้นแอโรบิค การควบคุมคุณภาพและปริมาณของคาร์โบไฮเดรตเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันและรักษาโรคอ้วนลงพุง พลังงานประมาณ 40-50 เปอร์เซนต์จากคาร์โบไฮเดรตควรมาจากธัญพืชไม่ขัดสี ผักและผลไม้ พลังงานอีก 40 เปอร์เซนต์ควรได้จากไขมันดีจากปลาและพืชเช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันปลา พลังงานที่เหลืออีก 10 -20 เปอร์เซ็นต์ ควรมาจากโปรตีนไขมันต่ำ อาหารทะเล เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน

เมตาโบลิกซินโดรมหรือโรคอ้วนลงพุง เป็นกลุ่มอาการที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพมากมายเช่นโรคเบาหวาน มะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ แต่ก็สามารถแก้ไขหรือป้องกันได้ด้วยการควบคุมปริมาณคาร์โบไฮเดรต ออกกำลังกาย อย่าปล่อยให้เส้นรอบเอวเกินมาตรฐาน จะช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคต่าง ๆ ได้.

อาการโรคมะเร็ง สังเกตพบได้ถ้าใส่ใจดูแลสุขภาพ

โรคมะเร็งเป็นโรคที่อันตรายร้ายแรงมาก หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้ดูแลรักษาจนอาการของโรคมะเร็งกำเริบขึ้นมาอันตรายถึงชีวิตได้ โรคมะเร็งจะแสดงอาการออกมามากหรือน้อยแล้วแต่ชนิดของมะเร็งว่าเกิดขึ้นกับอวัยวะส่วนใดของร่างกาย ถ้าเราหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของร่างกายก็จะสามารถสังเกตพบโรคมะเร็งจากอาการผิดปกติที่เกิดขึ้น โรคมะเร็งมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามอวัยวะที่เกิดอาการโรคมะเร็ง แต่พอจะสังเกตจากอาการได้ดังนี้

อาการโรคมะเร็งกระเพาะอาหารและลำไส้ ที่สำคัญคือ น้ำหนักตัวจะลดลงอย่างรวดเร็ว ปวดท้องอย่างมาก อาเจียนออกมาเป็นเลือด ระบบการย่อยอาหารผิดปกติ ท้องอืดเหมือนอาหารไม่ย่อย มีเลือดปนออกมาพร้อมกับอุจจาระ รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้ออยู่ในช่องท้องและรู้สึกตื้อ ๆ แม้จะกินอาหารไปไม่มาก

อาการโรคมะเร็งทรวงอก คือ เนื้อทรวงอกจะหนาขึ้น มีก้อนบวมจนรู้สึกได้เมื่อคลำใต้รักแร้ มีเลือดหรือของเหลวบางอย่างไหลออกมาจากหัวนม ผู้หญิง 9 ใน 10 คนจะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย ทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังที่เรียกว่า “ซีสต์” ซึ่งไม่ใช่มะเร็ง จึงต้องหาสาเหตุของการบวมว่าเกิดจากอะไรกันแน่อาการโรคมะเร็งบริเวณมดลูกและรังไข่ อาจเกิดขึ้นได้ทั้งบริเวณปากมดลูก ในมดลูก หรือรังไข่ อาการสำคัญของมะเร็งในส่วนนี้คือ มีอาการเจ็บปวดหรือมีเลือดออกมาจากช่องคลอดหลังมีเพศสัมพันธ์ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติ มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้ อาหารไม่ย่อย น้ำหนักลด ปวดหลังและท้องอืด

อาการโรคมะเร็งในเม็ดเลือด(ลูคีเมีย) จะมีอาการเหนื่อยง่าย ร่างกายซีดเซียวกว่าปกติ มักมีอาการฟกช้ำดำเขียวและเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่มีสาเหตุ ปวดตามข้อต่าง ๆ ทั่วร่างกาย บางรายจะมีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของช่องท้องและมีอาการท้องอืดด้วย
อาการโรคมะเร็งสมอง มีอาการปวดศีรษะเป็นเวลานาน ๆ ร่วมกับการอาเจียนและมองเห็นภาพต่าง ๆ ที่ผิดปกติ เห็นแสงเขียว ๆ แดง ๆ ตาพร่า ไม่มีแรง อ่อนเพลีย อาจเป็นลมได้โดยไม่รู้ตัว อวัยวะบางส่วนอาจหยุดทำงานชั่วคราวมีอาการชาหรืออัมพาตชั่วคราว

อาการโรคมะเร็งในช่องปากและลำคอ มีก้อนบวมอยู่จนรู้สึกได้ มีแผลเปื่อยที่ปาก เสียงแหบพร่า กลืนอาหารได้อย่างยากลำบาก ต่อมในลำคอจะขยายตัวโตขึ้นจนสามารถจับและรู้สึกได้

อาการโรคมะเร็งที่ปอด มักจะไอบ่อย ๆ เสมหะจะมีเลือดปนออกมาด้วย น้ำหนักตัวลดอย่างรวดเร็ว หายใจหอบและเจ็บหน้าอก ส่วนอาการของโรคมะเร็งตับจะรู้สึกปวดในช่องท้อง น้ำหนักลด เบื่ออาหาร ตัวเหลืองจนเห็นได้ชัด มะเร็งในกระเพาะปัสสาวะจะมีเลือดปนออกมาขณะปัสสาวะ

อาการเหล่านี้เป็นอาการของโรคมะเร็งที่สามารถสังเกตพบได้ ถ้าสังเกตพบอาการเหล่านี้ให้รีบไปพบแพทย์อย่าปล่อยให้มะเร็งลุกลามไปจนสายเกินแก้ ปัจจุบันนี้มีความก้าวหน้าในวิธีการรักษาโรคมะเร็ง หากสังเกตพบอาการโรคมะเร็งแต่เนิ่น ๆ แล้วรีบมารักษา ย่อมมีโอกาสที่ดีกว่าแน่นอน.

อาหารผู้ป่วยเบาหวาน การควบคุมปริมาณ เวลาและการประมาณสัดส่วนอาหาร

ผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 1(ต้องพึ่งอินซูลิน) ต้องถือหลักความสม่ำเสมอเป็นสำคัญ โดยต้องกินอาหารให้เป็นเวลาอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากต้องฉีดอินซูลินทุกวัน ดังนั้นการกำหนดอาหารผู้ป่วยเบาหวานจึงมีปริมาณและชนิดของอาหารที่คล้ายกันทุกวัน เพื่อความสมดุลระหว่างปริมาณอาหาร อินซูลินและกิจวัตรประจำวัน หากอาหารและอินซูลินไม่สามารถทำงานร่วมกันเพื่อปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในภาวะที่เหมาะสมก็จะทำให้ร่างกายเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำเกินไปได้

ผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2(ไม่ต้องพึ่งอินซูลิน) ต้องอาศัยการกำหนดอาหารเพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การเลือกกินอาหารผู้ป่วยเบาหวานอย่างถูกหลักโภชนการควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้สามารถควบคุมเบาหวานได้ดี

เวลาในการกินอาหารของผู้ป่วยเบาหวาน หลังจากที่ฉีดอินซูลินหรือกินยาควบคุมเบาหวานแล้วประมาณ 30นาที จึงกินอาหารได้ ที่สำคัญคือเรื่องเวลา ต้องพยายามรักษาเวลาให้ตรงเวลาและสม่ำเสมอ ถ้าเป็นไปได้ให้กินอาหารในเวลาเดียวกันทุกวัน บางครั้งอาจมีความจำเป็นต้องแบ่งอาหารออกเป็นมื้อเล็ก ๆ และมีอาหารว่างระหว่างมื้อแทนการกินอาหารมื้อใหญ่ 3 มื้อก็ได้แต่ยังคงควบคุมให้ร่างกายได้รับปริมาณพลังงานต่อวันในจำนวนที่เท่าเดิม

ปริมาณในการกินอาหารของผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ทั้งในเรื่อง เพศ วัย น้ำหนัก อายุ และกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน ดังนั้นปริมาณอาหารที่ผู้ป่วยเบาหวานต้องกินมักถูกำหนดให้ออกมาอยู่ในหน่วยของพลังงานคือ แคลอรี เพื่อประโยชน์ในการนำมาจัดสรรสัดส่วนของอาหารหมวดต่าง ๆ ในแต่ละมื้อ

การประมาณสัดส่วนอาหารผู้ป่วยเบาหวาน สัดส่วนของอาหารมีความสำคัญในการกำหนดให้ร่างกายของผู้ป่วยเบาหวานได้รับพลังงานที่เหมาะสม ในการกำหนดสัดส่วนอาหารจึงต้องใช้เครื่องมือ ชั่ง ตวง วัดในช่วงแรก ๆ เพื่อให้ได้ปริมาณ จำนวนแคลอรีที่ถูกต้อง แม่นยำ แต่ในครั้งต่อไปสามารถสังเกตชนิดและปริมาณได้โดยการใช้สายตาประมาณ โดยควรฝึกหัดการประมาณสัดส่วนอาหารผู้ป่วยเบาหวานกับนักโภชนาการและเรียนรู้ถึงเรื่องอาหารแลกเปลี่ยนเพื่อนำความรู้ที่ได้ในส่วนนี้ไปใช้ในการจัดรายการอาหารให้ผู้ป่วยเบาหวานเพื่อมิให้เกิดความจำเจสำหรับผู้ป่วยเบาหวานและยังคงสามารถในการควบคุมเบาหวานได้เหมือนเดิม.

อาการปวดหลัง(ฺback pain) เป็นอีกหนึ่งในโรคที่เกิดจากการทำงาน

อาการปวดหลังพบได้บ่อยๆโดยเฉพาะในวัยกลางคนและวัยผู้สูงอายุ สาเหตุของการปวดหลังมีมากมายหลายสาเหตุเช่น กระดูกสันหลังเสื่อม กล้ามเนื้อบริเวณหลังเกิดการอักเสบ การอักเสบของเส้นเอ็นบริเวณหลัง หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท นอกจากนี้ยังมีสาเหตุมาจากการจัดท่าทางของร่างกายไม่ถูกต้องขณะทำกิจกรรมต่างๆเช่น ก้มลงขณะยกของหนัก นั่งหลังงอ เดินหลังโก่ง ลงพุงหรืออ้วนทำให้น้ำหนักตัวมากกว่าปกติจึงทำให้กระดูกสันหลังต้องแบกรับน้ำหนักมากกว่าปกติ ฯลฯ สาเหตุเหล่านี้ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้

ในวัยคนทำงานอาการปวดหลังถือว่าเป็นโรคที่เกิดจากการทำงาน ส่วนมากมีสาเหตุมาจากการนั่งทำงานนานๆในลักษณะท่านั่งที่ไม่ถูกต้องหรือเกิดจากการใช้กำลังยกของหนักโดยกระดูกสันหลังอยู่ในลักษณะโค้งงอคือการยกของหนักโดยเข่าเหยียดตรงแล้วก้มลงไปยกของจึงทำให้เกิดอาการปวดหลังได้

การปวดหลังที่เป็นโรคที่เกิดจากการทำงานในวัยกลางคนและวัยหนุ่มสาวนั้น มักเป็นลักษณะการปวดหลังที่มีสาเหตุมาจากการอักเสบของเอ็นและกล้ามเนื้อบริเวณหลัง การรักษาอาการปวดหลังจึงทำได้โดยการกินยาแก้ปวดหรือยาแก้อักเสบเพื่อบรรเทาอาการปวดและอาการอักเสบของเอ็นและกล้ามเนื้อก็เป็นการเพียงพอแล้ว ที่เหลือก็เป็นการป้องกันอาการปวดหลังโดยการจัดท่าทางขณะยืน เดินหรือนั่งทำงานให้ถูกต้องและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อบริหารและเสริมสร้างกล้ามเนื้อหลังให้มีความแข็งแรง

การปวดหลังที่มีสาเหตุจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท จะทำให้มีอาการปวดหลังส่วนล่าง อาการปวดหลังจะปวดร้าวลงไปที่ขา บางรายจะมีอาการปวดหลังบริเวณกระเบนเหน็บหรือสะโพกเท่านั้น อาการปวดที่เกิดจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทมักจะปวดมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวร่างกาย ไอหรือจาม แต่จะรู้สึกว่าอาการปวดหลังดีขึ้นเมื่อได้นอนราบ

การรักษาอาการปวดหลังที่เกิดจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ส่วนมากจะได้ผลดีโดยการกินยาและพักผ่อนนิ่งๆสักระยะหนึ่ง อาจร่วมกับการทำกายภาพบำบัดด้วย หากอาการปวดหลังไม่หายหรือไม่ดีขึ้นอาจต้องใช้วิธีรักษาอาการปวดหลังโดยการฉีดยาเข้าที่บริเวณไขสันหลังหรือผ่าตัดเอาหมอนรองกระดูกที่ทับเส้นประสาทนั้นออก

โรคที่เกิดจากการทำงาน(ปวดหลัง)เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้โดยการสังเกตจากพฤติกรรมในการทำงานว่า สาเหตุที่ทำให้ปวดหลังเกิดจากสาเหตุใด หากเป็นการปวดหลังที่เกิดจากน้ำหนักตัวเกินคือกินมากไป ก็แก้ไขโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารเพื่อลดน้ำหนัก หากการปวดหลังเกิดจากการจัดท่าทางที่ไม่ถูกต้องไม่ว่าจะเป็นท่ายืน ท่านั่ง ท่านั่งขับรถ ท่าถือของ ท่ายกของ จนกระทั่งท่านอน ก็ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยจัดท่าทางในอิริยาบถต่างๆให้ถูกต้อง จะช่วยป้องกันจากอาการปวดหลังได้โดยไม่ต้องใช้ยา.